พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการทลายเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ Fat fast รวยเร็วทะลุนรก จับผู้ต้องหาได้ 44 คน ยึดของกลางได้หลายรายการ มีเงินสดเกือบ 7 ล้านบาท , บัตรเอทีเอ็ม , สมุดบัญชีธนาคารกว่า 200 รายการ ,โทรศัพท์มือถือ 41 เครื่อง , คอมพิวเตอร์ , อาวุธปืน และทรัพย์สินอีกหลายรายการ รวมมูลค่ารวมกว่า 460 ล้านบาท

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 189 ครั้ง

พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการทลายเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ Fat fast รวยเร็วทะลุนรก จับผู้ต้องหาได้ 44 คน ยึดของกลางได้หลายรายการ มีเงินสดเกือบ 7 ล้านบาท , บัตรเอทีเอ็ม , สมุดบัญชีธนาคารกว่า 200 รายการ ,โทรศัพท์มือถือ 41 เครื่อง , คอมพิวเตอร์ , อาวุธปืน และทรัพย์สินอีกหลายรายการ รวมมูลค่ารวมกว่า 460 ล้านบาท

พันตำรวจเอกวิวัฒน์ จิตโสภากุล ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราบ เปิดเผยว่า ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีการเปิดเว็บไซต์จากจังหวัดขอนแก่น ให้บุคคลทั่วไปมาเล่นพนันออนไลน์จำนวน 3 เว็บไซต์ ซึ่งเปิดมาแล้วกว่า 2 ปี มีผู้มาใช้บริการกว่า 5 หมื่นคน โดยเปิดให้เล่นพนันหลายประเภท และเมื่อได้เงิน หรือจ่ายเงิน จะมีระบบฝากถอนเงินผ่านธนาคาร โดยผู้ที่เล่นพนันจะต้องโอนเงินเข้าไปในบัญชีธนาคารที่ผูกกับเว็บไซต์ ก่อนโอนต่อไปยังบัญชีม้า เพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน จากนั้นจะมีกลุ่มผู้ที่ทำหน้าที่กดเงินออกมา ซึ่งมีรายได้มากกว่าวันละ 2 ล้านบาท

ตำรวจจึงได้เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 52 จุด ใน 10 จังหวัด สามารถจับผู้ต้องหาในขบวนการได้ทั้งสิ้น 31 คน ทั้งกลุ่มนายทุน กลุ่มจัดหาบัญชีม้า กลุ่มพนักงานรับเงินจากวงพนัน และกลุ่มผู้กดเงิน จึงได้ตรวจยึดทรัพย์สินที่น่าเชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิด ทั้งบ้านพัก ที่ดิน รถยนต์หรู และทรัพย์สินอื่นๆ

ตำรวจยังพบว่าปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องมีแอดมิน เพราะตั้งเว็บไซต์เป็นระบบอัตโนมัติ และจะเน้นการโฆษณาชักชวน ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเล่นพนันได้อย่างง่าย ส่วนกลุ่มบัญชีม้า ผู้ที่รับจ้างเปิดส่วนใหญ่เป็นเยาวชนตั้งแต่อายุ 17 ปี ไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งก็ถือว่ามีความผิดดำเนินคดีฐานผู้สนับสนุนกระทำความผิด และความผิดฐานฟอกเงิน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ 1 หมื่น ถึง 2 แสนบาท

นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า กลุ่มผู้เปิดบัญชีม้าหากถูกยึดได้ก็จะถูกขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มผู้มีความเสี่ยงในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย และจะส่งให้กับธนาคารเพื่อระงับการเปิดบัญชีธนาคารใหม่ หรือเปิดให้ใช้ธนาคารออนไลน์ นอกจากนั้นธนาคารก็จะมีระบบป้องกันอัตโนมัติ เพื่อวิเคราะห์ถึงกลุ่มทำธุรกรรมต้องสงสัย หากตรวจจับพบก็อาจจะถูกระงับบัญชีได้

อีกคดีเป็นการจับกุมแก๊งผู้ต้องหาอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หลอกลวงเหยื่อ รับสมัครบัตรเครดิตก่อนเรียกค่าธรรมเนียม มีเหยื่อหลงเชื่อนับพันราย เสียหายกว่า 10 ล้านบาท

โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน จากการตรวจสอบประวัติพบผู้ต้องหา 1 ใน 4 เคยก่อคดีในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ปี 2560 – 2563 แต่หลบหนีหลบหนีคำพิพากษามาเป็นเวลากว่า 2 ปี

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้เข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปรามว่า พบเอกสารปลอมของผู้สมัครรับบัตรเครดิตจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา กว่าพันราย แต่ไม่สามารถอนุมัตให้ได้​ เนื่องจากขาด คุณสมบัติ เมื่อส่ง SMS แจ้งผลการสมัครกลับมีผู้เสียหายบางรายเดินทางเข้าโรงเรียนกับทางธนาคารว่าถูกเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมไปจำนวน 2,000 บาท บางราย 5,000 บาท และมีผู้เสียหายสูญเสียเงินมากสุดเ 300,000 บาท

จากการสอบปากคำผู้เสียหายพบว่าได้สมัครบัตรเครดิตผ่านแอพพลิเคชั่น line และ facebook พร้อมส่งเอกสาร บุ๊คแบงค์ สำเนาบัตรประชาชนและเอกสารอื่นๆไปยังบุคคล ซึ่ง อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ในพื้นที่จังหวัดชลบุร ก่อนได้รับ SMS ว่ากำลังพิจารณาเอกสารของท่าน

นอกจากนี้ยังพบว่า พฤติกรรมดังกล่าวใกล้เคียงกับผู้ต้องหาที่เคยถูกจับกุมตัวเมื่อปี 2563 คือนายกุณฑล ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีปลอมแปลงเอกสาร ตำรวจกองปราบปรามจึงขยายผลจากบัญชีที่รับโอนเงินก่อนจากกรมผู้ต้องหาได้จำนวน 3 คนและขยายผลไปสู่การจับกุมนายกุณฑลหัวหน้าแก๊ง

สำหรับนายกุลฑล จะทำหน้าที่ ปลอมเอกสารพูดคุยและส่ง sms ไปยังเหยื่อส่วนที่เหลืออีก 3 คนทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับโอนเงินจากผู้เสียหายและเบิกถอนเงินออกจากตู้ ATM

สำหรับคดีนี้เชื่อว่ายังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากหากใครตกเป็นเหยื่อขอให้ไปแจ้งความตามท้องที่เกิดเหตุซึ่งพนักงานสอบสวนกองปราบปรามจะเร่งดำเนินการรวบรวมสำนวนไว้ เป็นคดีเดียวกันเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหา

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 189 ครั้ง