สังคมวิจารณ์หนัก “กระบวนการยุติธรรมไม่ดำเนินการตามกฎหมายฯ” ทนายเคนยื่นมือเข้าช่วย “น้องไอท์” ที่ถูก สรรพสามิตเด่นชัยฯ ทำร้ายร่างกายและข่มขู่

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 736 ครั้ง

สังคมวิจารณ์หนัก “กระบวนการยุติธรรมไม่ดำเนินการตามกฎหมายฯ” ทนายเคนยื่นมือเข้าช่วย “น้องไอท์” ที่ถูก สรรพสามิตเด่นชัยฯ ทำร้ายร่างกายและข่มขู่

ตามที่ “ทนายเคน” นายติรานนท์ เวียงธรรม ทนายอาสาในจังหวัดแพร่ ได้พา น้องไอท์ นส.ทัศวรรณ มาป๊อก ไปแจ้งความเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2565 หลังถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิตเด่นชัยฯ ทำร้ายร่างกายและข่มขู่ น้องไอท์ หรือนางสาวทัศวรรณ มาป๊อก อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ 11 บ้านวังลึก ต.นาพูน อ.วังชิ้น จ.แพร่ และครอบครัวยังต้องหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเวลา 20.30 น.วันที่ 30 มิถุนายน ในขณะที่ น้องไอท์ ขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าดรีมสีดำ ทะเบียน มากับเพื่อนๆ อีก 2 คัน เมื่อถึงจุดเกิดเหตุด้านหลังบ้านของตนเอง ถูกชายฉกรรจ์ กลุ่มหนึ่งออกจากข้างทางเข้าล็อคคอของน้องไอท์ ที่ขับมาคันแรกจนรถล้มลงรถยนต์ได้รับความเสียหาย และเธอได้รับบาดเจ็บที่บริเวณลำคอ น้องไอท์ ตกใจ และร้องให้คนช่วยเหลือ และต่อมาทราบว่า ชายฉกรรจ์ที่โดดเข้าล็อคคอ ั้นั้น เป็นเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่เด่นชัย และได้แจ้งให้น้องไอท์ทราบว่า พวกตนกำลังปฏิบัติการปราบพวกขนสุราเถื่อน และมีสายรายงานว่า จะมีการลำเลียงสุราเถื่อนด้วยรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คันมาบริเวณนี้ การจับผิดตัวครั้งนี้สรรพสามิตแสดงความรับผิดชอบให้น้องไอท์ไปลงบันทึกประจำวันแล้วจะไปช่วยค่าเสียหายให้

และเวลา 07.45 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ทางน้องไอท์และญาติๆ จึงไปที่สถานีตำรวจ นาพูน วังชิ้น จ.แพร่ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่สรรพสามิต พื้นที่เด่นชัย โดยมี ร.ต.อ.สรวิศภูมิ ประมูล รอง สว.(สอบสวน) สภ.นาพูน ทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน ได้แนะนำให้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานก็พอเพราะเจ้าหน้าที่สรรพสามิตคงจะมาเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้น

ต่อมาเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่เด่นชัย ได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวนและคู่กรณีที่ ห้องพนักงานสอบสวน ปรากฏว่า สถานการณ์มิได้เป็นเช่นเมื่อคืนเกิดเหตุ สรรพสามิตเปลี่ยนมาใช้วิธีข่มขู่ “ถ้าจะเอาค่าทำขวัญให้ไปแจ้งความ ส่วนรถจักรยานยนต์ที่เสียหาย ทำไมไม่เข้ามาแจ้งความในเวลาเกิดเหตุ ผ่านไป 1 คืนอาจนำรถไปทำความเสียหายเพิ่มหรือไม่ก็ไม่รู้ คงต้องไปให้ช่างพิสูจน์ว่า ความเสียหายใหม่เก่าอย่างไรเสียก่อน และถ้าเรื่องมากสรรพสามิตก็จะแจ้งความกลับเพราะได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน จะแจ้งว่าถูกน้องไอท์ขับรถจักรยานยนต์มาชนเจ้าหน้าที่ของรัฐขณะปฏิบัติหน้าที่” ในส่วนการเจรจาไม่รู้เรื่องในที่สุดญาติ ๆ จึงพาน้องไอท์ลงจาก สภ.นาพูน เพราะพึ่งกระบวนการยุติธรรมในจังหวัดแพร่ไม่ได้แล้ว และได้มาร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2565

“ทนายเคน” นายติรานนท์ เวียงธรรม กล่าวว่า ในเบื้องต้นเห็นว่า ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บและยานพาหนะได้รับความเสียหาย จึงได้พาผู้เสียหายเข้าไปแล้วความร้องทุกข์อีกรอบ ซึ่งพบว่า พนักงานสอบสวนได้พยายามให้ไกล่เกลี่ยกันมากกว่า

“คดีนี้ถ้ามองตามข้อเท็จจริงจะเข้าข่ายในเรื่องของการทำร้ายร่างกาย และทำให้เสียทรัพย์ รวมทั้งในส่วนของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สรรพสามิตฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐรายนี้ต้องรับผิดชอบ มิใช่ใช้อำนาจข่มขู่ชาวบ้านให้ยอมความ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสำนวนคดีปรากฏว่า มีการลงนามของผู้เสียหายเป็นการยอมความไปแล้ว เรื่องนี้พนักงานสอบสวน สภ.นาพูน เป็นผู้คิดเอาเองว่า การที่ชาวบ้านไม่เจรจาลงจาก สภ.ไป ถือเป็นการยอมความไม่เอาเรื่องเอาราวกันต่อไป เรื่องนี้ทนายเคน ความกล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริงจะปรักปรำพนักงานสอบสวนไม่ได้แต่ถ้าเป็นการปลอมลายเซ็นต์ของผู้เสียหายจริงก็คงเป็นไปตามกฎหมาย

และเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2565 นายวิเชียร อนุสาสนนันท์ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ตอบรับตามหนังสือที่ พร0017.1 / 253 แจ้งให้ทราบว่า ได้รับเรื่องร้องทุกข์แล้วกรณีที่สรรพสามิตกระทำเกินกว่าเหตุ ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จังหวัดแพร่จะดำเนินการแจ้งสรรพสามิตพื้นที่แพร่ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แล้วผลเป็นประการใดจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ทาง นายประดิษฐ์ ศรีกองหนุน สรรพสามิตพื้นที่แพร่ ได้เดินทางไปพบ น้องไอท์ ผู้เสียหายด้วยตัวเอง พร้อมไปดูที่เกิดเหตุด้วย สำหรับจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายทางสรรพสามิตยินดีที่จะชดใช้ค่าเสียหาย

ส่วนคดีก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมายซึ่งต่อไปการเข้าสกัดกลุ่มสุราเถื่อนจะต้องรอบคอบกว่านี้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไป

และหลังจากวันเกิดเหตุมาจนถึงปัจจุบันกว่าครึ่งเดือนแล้ว น้องไอท์และครอบครัวยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และเหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้ชาวบ้านในตำบลวังลึก ไม่กล้าที่จะออกไปทำงานนอกบ้าน แล้วต้องเดินทางกลับบ้านในยามค่ำคืน มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 736 ครั้ง