ชาวบ้าน “เหยื่อเหมือง” ตบเท้ายื่นหนังสือกับ “พ่อเมืองแพร่” ทวงสิทธิ์ หลังประชามติอัปยศ ถูกทอดทิ้ง

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 608 ครั้ง

ชาวบ้าน “เหยื่อเหมือง” ตบเท้ายื่นหนังสือกับ “พ่อเมืองแพร่” ทวงสิทธิ์ หลังประชามติอัปยศ ถูกทอดทิ้งจากเหมืองเก่าสู่สัมปทานใหม่ ยังหวั่น “เรื่องป่าน้ำหลาก” ตะกอนเหมืองทลายจากยอดเขาปิดลำห้วยน้ำเอ่อเข้านาเสียหายทวงสิทธิชุมชนปกป้องสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน

ตามที่ “หมู่บ้านเหยื่อเหมือง” ต.ต้าผามอก อ. ลอง จ.แพร่ ที่ได้รับผลกระทบเหมืองแร่ เข้ายื่นหนังสือต่อพ่อเมืองแพร่ ทวงสิทธิ์ “ประชามติอัปยศ” และถูกทอดทิ้งอย่างคนไร้สิทธิ์ และเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ทางตัวแทนชาวบ้าน “เหยื่อเหมือง” หมู่ 5 บ้านอิม ต.ต้าผามอก อ. ลอง จ.แพร่ ที่ได้รับผลกระทบเหมืองแร่ นำโดย “โด่ง บ้านอิม” นายจิรวัฒน์ ดวงประทีป เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมหวัง พ่วงบางโพ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ที่ห้องทำงาน ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดแพร่ เพื่อเรียกร้องทวงสิทธิ์ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากมลภาวะจากการทำเหมือง ซึ่งมีการลงประชามติไปแล้ว โดยที่หมู่บ้านฯ ที่ได้รับผล กระทบกลับไม่มีสิทธิ์ในปกป้องสิทธิ์แต่อย่างใด

“โด่ง บ้านอิม” นายจิรวัฒน์ ดวงประทีปกล่าวว่า เมื่อปี 2562 คนในหมู่บ้านได้สิทธิ์ในฐานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” เข้าสู่เวทีรับฟังความคิดเห็น. แต่ในปี 2565 มีการทำประชามติเพื่อเปิดเหมือง แต่ทางราชการกลับตัดสิทธิ์ชาวบ้าน บ้านอิม หมู่ 5 ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงออก ซึ่งสร้างความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะชาวบ้าน จะต้องรับกรรมไปจนกว่าจะหมดสัมปทานอย่างแน่นอน

“หลังเหมือง “ถูกสั่งปิด” เมื่อปี 2562 แต่ผลกระทบยังเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งได้ และกากแร่และตะกอนดินจากเหมืองถล่มปิดกั้นลำห้วยแม่สวกจนน้ำไหล่บ่าเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมเสียหายเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ มีหน่วยงานภาครัฐ เข้ามาดูความเดือดร้อนของชาวบ้าน และบอกว่า ทาง อบจ.แพร่ จะเข้ามาให้การช่วยเหลือ ด้วยการนำเครื่องจักรเข้ามาขุดลอกลำห้วยแม่สวก เพื่อให้น้ำไหลสะดวกเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่เห็นวีแวว อาจจะเป็นเพียงคำพูดเท่านั้น

ความเดือดร้อนของชาวบ้านหมู่ 5 และหมู่ 8 บ้านอิมและบ้านศรีใจ ฯดังกล่าวเกิดขึ้นจากการสัมปทานพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำเหมืองแร่แบไรท์ ของบริษัทเหมืองศศิน ที่เช่าช่วงประทานบัตรจากนายกฤษดา กัมปนาทแสนยากร ซึ่งเป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.เหมืองแร่ พ.ศ.2560 มาตรา 52 โดยระบุชัดห้ามไม่ให้มีการเช่าช่วงสัมปทาน และต่อมาในปี 2562 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานฯเข้าตรวจสอบพบว่า บริษัททำเหมืองฯ มีการบุกรุกที่ดินป่าสงวนฯ คือ การใช้พื้นที่เพิ่มโดยไม่ได้ขออนุญาต ส่งผลให้พื้นที่ป่าต้นน้ำแม่สวก และป่าต้นน้ำแม่ต้าได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น จนกรมป่าไม้ พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ดีเอสไอ (DSI) บุกเข้ายึดพื้นที่และจับกุมในข้อหา กระทำผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ,พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามสำนวนคดีพิเศษที่ 75/2562

ล่าสุดบริษัทเหมืองฯ ยังอยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดี แต่กลับมาขอประทานบัตรใหม่ในพื้นที่ทำเหมืองเดิม ซึ่งผลจากทางราชการตัดสิทธิ์ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบออกจากเวทีประชามติ ทำให้บริษัทแห่งนี้ได้รับสัมปทานใหม่อีก

ทางศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าจังหวัดแพร่ ซึ่งมี นายอำนวย พลหล้า ประธานศูนย์ฯ ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน และได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหาดังกล่าว และพบว่ากระบวนการทำงานของภาครัฐในจังหวัดแพร่ไม่ให้ความสำคัญต่อสิทธิประชาชนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำรุนแรงมากขึ้น

นายอำนวย พลหล้า กล่าวว่า ทางชาวบ้านที่ถูกตัดสิทธิ มีข้อกังวล เรื่องตะกอนแร่ทับถมในลำห้วย รถบรรทุกที่วิ่งผ่านหมู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง เกิดเสียงดังจากการทำเหมือง ฝุ่นควันที่มีความหนาแน่นเกินมาตรฐาน รวมทั้งสภาวะดินถล่ม ในพื้นที่ดังกล่าว ทางราชการไม่รับรองการประกาศเขตป่าชุมชน ตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของทุกคนในชุมชน

จากกรณีดังกล่าว ทาง “ทนายเคน” นายติรานนท์ เวียงธรรม กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองการสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้รับเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้าน ” เหยื่อเหมือง” ไปแล้ว เตรียมดำเนินการต่อไป

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 608 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.