ผบช.ก.และ ผบช.ภ.6 ถวายเงิน 63 ล้านบาทคืนหลวงพ่อพัฒน์ที่ติดตามจากลูกศิษย์และคนใกล้ชิด

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 63 ครั้ง

ผบช.ก.และ ผบช.ภ.6 ถวายเงิน 63 ล้านบาทคืนหลวงพ่อพัฒน์ที่ติดตามจากลูกศิษย์และคนใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.64 ที่ วัดห้วยด้วน (ธารทหาร) อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ ร่วมกันถวายเงินคืนแด่พระราชมงคลวัชราจารย์(พัฒน์ปญุ ญกาโม) จํานวน 63,034,470 บาท จากการติดตามเงินจากลูกศิษย์และคนใกล้ชิด

ตามนโยบายด้านการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. และ พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รอง ผบช.ก. ซึ่งเป็นผู้ควบคุม อํานวยการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการประกอบด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. พ.ต.อ.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ รอง ผบก.ปปป. พ.ต.อ.ณัฐณวิทย์ สิทธาภิรมย์ ผกก.๑ บก.ปปป. พ.ต.อ.ศราวุธ ศรีสุขศิริพันธ์ ผกก.๒ บก.ปปป. พ.ต.อ.พยงศ์ เอี่ยมสกุล ผกก. 3 บก.ปปป. พ.ต.อ.รัฐวุฒิ เจียมศรีพงษ์ ผกก.4 บก.ปปป. พ.ต.อ.เกรียงไกร ขวัญไตรรัตน์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.ปปป. พร้อมกับพวก

ได้ประสานการปฏิบัติกับตํารวจภูธรภาค 6 ภายใต้การอํานวยการของ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ พ.ต.อ.สุทธินันท์ คงแช่มดี ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครสวรรค์ และ พ.ต.อ.อนุศักดิ์ เข็มทอง ผกก.สภ.ห้วยคต รรท.ผกก.สภ.หนองบัว
เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันทําการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีได้มีหนังสือร้องเรียนขอให้ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกลุ่มไวยาวัจกรของวัดห้วยด้วน (ธารทหาร) อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ และคนใกล้ชิดพระราชมงคลวัชราจารย์ หรือ หลวงพ่อพัฒน์ ปญฺญกาโม เจ้าอาวาส วัดห้วยด้วน ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2564 ได้มีกลุ่มลูกศิษย์ของหลวงพ่อพัฒน์ฯ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ว่ากลุ่มไวยาวัจกรของวัดห้วยด้วน และ คนใกล้ชิดซึ่งมีอํานาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดและมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าทุจริตยักยอกเงินของวัดห้วยด้วน และ มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการกิจนิมนต์และ การดูแลสุขภาพของหลวง พ่อพัฒน์ฯ ซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ปี พร้อมขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินผู้ใกล้ชิดของหลวงพ่อพัฒน์ฯ

ได้มีการลงพื้นที่ทําการสืบสวนสอบสวน พบว่าหลวงพ่อพัฒน์ฯ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มี ชื่อเสียง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีความเมตตาสูง จนทําให้มีประชนชนและลูกศิษย์ เลื่อมใส ศรัทธา เคารพนับถือจํานวนมาก จึงทําให้มีผู้มาขอให้หลวงพ่อพัฒน์ฯ ปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ และถวาย เงินแด่หลวงพ่อพัฒน์ฯ เป็นเงินปีละกว่าร้อยล้านบาท หลวงพ่อจะนําเงินที่ได้รับถวายใช้ในการทํานุบํารุงศาสนาและให้หน่วยงานที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ เพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น วัด โรงพยาบาล และโรงเรียนต่างๆ จํานวนมาก โดยไม่ได้นําเงินไปใช้ในทางส่วนตัว

ได้ตรวจสอบกลุ่มไวยาวัจกรและคนใกล้ชิดหลวงพ่อพัฒน์ฯ คือ นายเสนาะ ทองปรอน นางชัญญา เพชรสายบัว และนางบุญเชิด สุขจิตร ทั้ง 3 ราย ประกอบอาชีพเกษตรกร ไม่ได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สูง พบว่ามีการนําเงินไปเข้าบัญชีในชื่อตนเอง จํานวน 7 บัญชี รวมเป็นเงิน 63,034,470 บาท

เชื่อว่าเป็นเงินของหลวงพ่อพัฒน์ฯ จึงได้อายัดเงินในบัญชี ดังกล่าวไว้ และเข้าตรวจสอบภายในวัดห้วยด้วน พร้อมได้ตรวจยึดเอกสารและหลักฐานต่างๆ นํามาตรวจสอบ

สอบถามหลวงพ่อพัฒน์ฯ ได้ความว่าเงินที่ได้รับการถวาย หลวงพ่อพัฒน์ฯ จะให้ กลุ่มไวยาวัจกรและคนใกล้ชิดนําเงินไปฝากในบัญชีส่วนตัวเพื่อสะดวกในการเบิกเงินมาใช้ ในการสร้างเจดีย์กลางน้ําและสาธารณประโยชน์ ซึ่งจําได้ว่ามอบเงินให้ไปฝากประมาณ 28 ล้านบาท เท่านั้น และเมื่อถึงกําหนดการจ่ายค่างวดก่อสร้างเจดีย์กลางน้ํา หลวงพ่อพัฒน์ฯ ได้ให้นายเสนาะฯ ไปถอนเงิน จํานวน 15 ล้านบาท เพื่อมาจ่ายให้กับผู้รับเหมา แต่นายเสนาะฯ ไม่ยอมถอนเงินมาให้ ทําให้หลวงพ่อพัฒน์ฯ ต้องหาเงินจากส่วนอื่นมาจ่ายค่าก่อสร้าง เจดีย์กลางน้ําแทน

จากการสืบสวนเบื้องต้นไวยาวัจกรทั้ง 3 ราย รับว่าเงินจํานวน 63 ล้านบาท เป็นเงินของ หลวงพ่อพัฒน์ฯ และยินยอมทําบันทึกสมัครใจถอนเงินจํานวนดังกล่าวมาถวายคืนแด่ หลวงพ่อพัฒน์ฯส่วนเงินในบัญชีธนาคารของนายเสนาะฯจํานวน 1 บัญชีเป็นเงิน 7.9 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ได้อายัดไว้เพื่อตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้ การกระทําของไวยาวัจกรวัดห้วยด้วน (ธารทหาร) ทั้ง 3 ราย ที่เป็นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งพนักงานสอบสวนของ บก.ปปป. ได้แสวงหาข้อเท็จจริง รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานในเบื้องต้นไว้แล้วนั้น

พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ต้องส่งสํานวนการสอบสวนดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ เพื่อไต่สวนและวินิจฉัยว่ามีการกระทําผิดฐานทุจริต ต่อหน้าที่ หรือกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่หรือไม่ ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 63 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.